เวลาทำการคลินิก

  9:00 น. – 21:00 น.

ติดต่อสอบถาม

LINE Official Account

เทคโนโลยีของเรา

การบำบัดรักษาด้วยคลื่นกระแทก
(Shockwave therapy)

การบำบัดด้วยคลื่นกระแทก คือ  เป็นการบำบัดโดยแรงดันอากาศมาผลักดันหัวกระสุนที่บรรจุอยู่ภายในหัวยิงคลื่น ตัวคลื่นที่ออกมามีลักษะเป็นคลื่นที่ให้แรงดันสูงทันทีแล้วลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัวและเกิดความยืดหยุ่นตามมา นอกจากนั้นยังทำให้เกิดการไหลเวียนเลือดมายังบริเวณที่ทำการรักษาอย่างรวดเร็ว โดยการบำบัดด้วยคลื่นกระแทกจะให้ประสิทธิภาพสูงในการรักษาอาการปวดระยะเรื้อรัง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อ เอ็นกล้ามเนื้อและเอ็นกระดูก เช่น โรคเอ็นใต้ฝ่าเท้าอักเสบเรื้อรัง ภาวะปวดไหล่เรื้อรังจากเอ็นหัวไหล่อักเสบ หรือภาวะปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง ออฟฟิศซินโดรม

  • ลดอาการปวดเรื้อรัง ด้วยการหลั่งสารที่ลดอาการปวด และกระตุ้นการทำงานของประสาทการรับความรู้สึก
  • เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีมากขึ้น
  • กระตุ้นการหลั่งสารที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บ
  • ลดอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อ
  • รองช้ำ
  • เอ็นข้อไหล่อักเสบ
  • เอ็นร้อยหวายอักเสบ
  • เอ็นข้อศอกอักเสบของนักกอล์ฟ นักเทนนิส
  • กล้ามเนื้อเกร็งตัวจากการใช้งาน
  • เอ็นหน้าเข่าอักเสบ
  • ปวดตึงเอ็นด้านข้างของสะโพกหรือขา
  • ออฟฟิศซินโดรม

นักกายภาพบำบัดจะจัดท่าและตำแหน่งที่เหมาะสมกับการรักษา จากนั้นจะมีการคลำหาจุดที่กล้ามเนื้อมีความตึงตัวและกดเจ็บ ก่อนเริ่มการรักษาจะมีการตั้งค่าต่างๆ ในเครื่องและเลือกขนาดหรือชนิดวัตถุของหัวกระสุนที่ใช้ในการรักษา ขณะรักษาคลื่นจะถูกยิงไปบริเวณที่กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ผู้ป่วยจะได้ยินเสียงคล้ายๆเสียงแรงดันลมกระแทกที่กระสุนและจะรู้สึกเจ็บตึงเล็กน้อยในบริเวณที่ยิงคลื่นกระแทก ซึ่งต้องเป็นความรู้สึกเจ็บแบบทนได้ ไม่เจ็บมากเกินไป ไม่มีอาการแสบผิวและอาการชา แต่ละบริเวณจะใช้จำนวนนัดยิงประมาณ 500 – 1,000 นัด แต่ในกรณีที่อาการปวดกล้ามเนื้อมีบริเวณกว้าง จำนวนนัดที่ยิงอาจจะอยู่ที่ประมาณ 1,000 – 4,000 นัด ส่วนจำนวนครั้งที่ควรทำการรักษาจะอยู่ที่ 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์เท่านั้น เพื่อให้บริเวณที่ทำการรักษามีการซ่อมแซมตัวเอง

การบำบัดรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นสนามแม่เหล็ก Peripheral Magnetic Stimulation (PMS)

เทคโนโลยี PMS หรือ Peripheral Magnetic Stimulation คือ เครื่องกระตุ้นระบบประสาทด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ทางการแพทย์ที่เรียกว่า Electromagnetic เพื่อบำบัดรักษาอาการปวด เช่น อาการปวดกล้ามเนื้อ โรคเอ็นอักเสบ โรคปวดข้อต่อ และอาการชาจากเส้นประสาทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยคลื่นไฟฟ้าจะสามารถกระตุ้นทะลุผ่านเสื้อผ้าโดยไม่ต้องสัมผัสผิว ลงไปถึงเนื้อเยื่อและกระดูกได้ลึกประมาณ 10 ซม. คลื่นจาก PMS จะส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ไปกระตุ้นที่เส้นประสาทโดยตรง ทำให้เกิดกระบวนการ Depolarization กระตุ้นเนื้อเยื่อบริเวณที่ปวดทำให้เกิดการไหลเวียนของโลหิตบริเวณกล้ามเนื้อดียิ่งขึ้น ไม่ทำให้เกิดการบาดเจ็บต่ออวัยวะโดยรอบ รู้สึกผ่อนคลายในขณะรักษา รวมถึงส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กกระตุ้นแขน ขา บริเวณที่เคลื่อนไหวไม่ได้ ให้ส่งสัญญาณไปที่สมอง และให้สมองส่วนที่ยังทำงานได้มีการฟื้นตัว แล้วส่งสัญญาณกลับลงมาทำให้แขนขาขยับได้มากขึ้น ในส่วนของการบำบัดรักษาอาการเจ็บปวด การกระตุ้นเส้นประสาทจะทำให้เกิดการส่งสัญญาณที่ช่วยยับยั้งอาการปวดได้ สามารถรักษาได้ทั้งปวดเฉียบพลันและเรื้อรัง และยังเป็นการกระตุ้นให้มีการซ่อมเสริมของเนื้อเยื่อด้วย

  • กลุ่มอัมพฤกษ์ อัมพาต ซึ่งเกิดจากหลอดเลือดสมองตีบหรือแตก (Stroke), เกิดจากการบาดเจ็บในสมอง (Traumatic Brain Injury), เกิดจากการบาดเจ็บของไขสันหลัง (Spinal Cord Injury) หน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’spalsy) กลุ่มนี้จะเป็นลุ่มใหญ่ที่จะสามารถใช้เครื่องกระตุ้นแม่เหล็กมาบำบัดรักษาจะช่วย ลดอาการเกร็งในผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้อาการฟื้นตัวของอาการอัมพฤกษ์ อัมพาตดีขึ้น
  • กลุ่มโรคกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง คือกลุ่มโรคที่เกี่ยวกับแนวไขสันหลังโดยตรง การเสื่อมของกระดูกสันหลัง และหมอนรองกระดูก หรือการเคลื่อนตัวของหมอนรองกระดูก ที่มีผลต่อเส้นประสาทจากไขสันหลังหรือการบาดเจ็บที่ไขสันหลัง การรักษาด้วยคลื่นแม่เหล็กจะสามารถรักษากลุ่มปวดนี้ได้มีประสิทธิภาพดีกว่าเครื่องมืออื่น เนื่องจากการกระตุ้นด้วยแม่เหล็กจะสามารถกระตุ้นลึกลงไปจนถึงรากประสาทได้
  • กลุ่มปวดต่าง ๆ หรือ ออฟฟิศซินโดรม การบำบัดอาการปวด อาการเคล็ดคัดยอก การบาดเจ็บหรืออาการปวดเรื้อรังจากกล้ามเนื้อ เอ็น พังผืดหรืออาจเกิดจากการบาดเจ็บของตัวเส้นประสาทโดยตรง เช่น อาการปวดบริเวณคอ บ่า ข้อศอก แขน มือ เอว หลัง สะโพก ขา เข่า หรือข้อเท้า และหากทำอย่างต่อเนื่องตามแพทย์แนะนำจะทำให้อาการปวดค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปในที่สุด
  • กลุ่มอาการชา หรือ ผู้ที่มีอาการชาจากปลายประสาทหรือการกดทับเส้นประสาท คือกลุ่มปลายประสาทอักเสบ โดยส่วนใหญ่พบได้ในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน พบว่าอาการชามือ ชาเท้าจะดีขึ้น 50-100% ในแต่ละครั้งที่รักษา นอกจากนี้ เครื่อง PMS ใช้ช่วยบำบัดรักษาฟื้นฟูอาการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา นักกีฬาที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม หรือระหว่างแข่งขัน
  • ลดปวด ลดอาการชา ได้เป็นอย่างดี หลังการรักษา
  • สามารถเพิ่มกำลัง และกระตุ้นกล้ามเนื้ออ่อนแรงจากอัมพาต
  • เร่งการฟื้นตัวของเส้นประสาทที่บาดเจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น บาดเจ็บเส้นประสาท มือตก เท้าตก แขนขาอ่อนแรง อาการที่เกิดจากกดทับรากประสาทที่คอ และเอวจากโรคหมอนรองกระดูกเคลื่อนหรือเสื่อม
  • เร่งการฟื้นตัวจากเส้นประสาทที่มีพฤติกรรมผิดเพี้ยน เช่น อาการเหน็บชา ปวดแปร๊บหลังการบาดเจ็บเส้นประสาท อาการปวดเรื้อรังจากโรคทางกล้ามเนื้อกระดูกทุกชนิด
  • เวลาการบำบัดรักษารักษาสั้นมาก ต่อ 1จุดการรักษา
  • ถ้าบำบัดรักษาต่อเนื่อง สามารถลดจำนวนการรักษาได้
  • สามารถบำบัดรักษาได้ผลในทุกระยะของการดำเนินโรค คือ ระยะเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง
  • กลไกการรักษาเป็นการกระตุ้นให้มีการซ่อมสร้างของเนื้อเยื่อ ไม่ใช่เพียงการแก้อาการเท่านั้น
  • กล้ามเนื้อมีโอกาสระบมหรือเป็นตะคริวได้ 2-3 วันหลังรับการรักษา
  • มีโอกาสเกิดความร้อนได้หากไม่ระมัดระวัง โดยเฉพาะความร้อนที่เกิดกับตัวโลหะที่วางอยู่ภายนอกร่างกาย เช่น หัวเข็มขัด หัวคอยล์เหรียญที่อยู่บนกางเกงยีนส์ เป็นต้น

การบำบัดรักษาด้วยอัลตราซาวด์บำบัด (Therapeutic Ultrasound)

อัลตราซาวด์บำบัด เป็นการบำบัดด้วยคลื่นเหนือเสียง อัลตราซาวด์บำบัด ซึ่งให้ผลความร้อนลึก

  • ลดอาการปวดและการอักเสบของเนื้อเยื่อ
  • ลดการยึดติดของของข้อต่อ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
  • กระตุ้นการซ่อมแซม อาการบาดเจ็บ

เทคโนโลยีอัลตราซาวด์บำบัด เพื่อรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม

นำมาใช้ในการทำกายภาพบำบัด เพื่อรักษาอาการออฟฟิศซินโดรม หรือสามารถนำมาใช้รักษาอาการปวดต่างๆ ได้ดี หากมีอาการปวดเพียงเล็กน้อย อาจใช้วิธีการรักษาด้วยการใช้ความร้อนตื้นเพื่อบรรเทาอาการปวด อาทิ การใช้แผ่นร้อนหรือผ้าร้อน แต่สำหรับเคสที่มีอาการปวดรุนแรง อาจใช้ความร้อนลึก คือการใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ ที่เป็นการใช้คลื่นความร้อนเข้าไปรักษษในระดับชั้นกล้ามเนื้อ และกระดูก โดยปกติจะใช้เครื่องอัลตร้าซาวด์ที่มีพลังกระแสไฟฟ้าความถี่สูงอยู่ที่ 1-3 MHz

การรักษาด้วยคลื่นอัลตร้าซาวด์ หรือ Ultrasound Therapy สำหรับอาการออฟฟิศซินโดรม จะช่วยลดอาการปวด การอักเสบของเนื้อเยื่อ ลดอาการบวม และยังสามารถเร่งซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ช่วยให้กล้ามเนื้อคลายจากอาการเกร็ง รวมไปถึงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับข้อต่อในชั้นลึกอีกด้วย

แต่การใช้อัลตร้าซาวด์ไม่ได้เหมาะกับทุกคน เพราะสำหรับบางคนหรือบางจุดของร่างกาย การรักษาด้วยการใช้อัลตร้าซาวด์ไม่ใช้ทางเลือกที่ดีนัก เช่น คนที่กำลังตั้งครรภ์ คนที่มีเลือดออกตามร่างกาย หรือคนที่มีอาการอักเสบอย่างรุนแรง เพราะฉนั้นการรักษาแต่ละครั้งควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนจะดีที่สุด

การบำบัดรักษาด้วยเครื่องกระตุ้นไฟฟ้า (Electrotherapy) 

การรักษาด้วยไฟฟ้า คือ อะไร ?

เป็นรูปแบบการรักษาที่นำเอาพลังงานไฟฟ้า จากเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อการรักษาทางกายภาพบำบัด โดยวัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยกระแสไฟฟ้าทางกายภาพบำบัดมีอยู่ด้วยกัน 2 อย่าง คือ

1.การใช้ไฟฟ้าเพื่อการกระตุ้นกล้ามเนื้อ  เป็นการรักษาที่ทำให้กล้ามเนื้อมีการหดและคลายตัว นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ชะลอการฝ่อลีบ คงความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจากภาวะต่างๆ เช่น กรณีใส่เฝือกอยู่และไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ หรือการอ่อนแรงจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือภาวะอ่อนแรงจากโรคหลอดเลือดทางสมอง

2.การใช้ไฟฟ้าเพื่อลดการเจ็บปวด

  • อาการปวดระยะเฉียบพลัน เช่น หลังการผ่าตัด
  • อาการปวดทางระบบกล้ามเนื้อ กระดูกและข้อ
  • อาการปวดหลังจากการบาดเจ็บของเส้นประสาท
  • อาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เช่น ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก
  • อาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ป้องกันอาการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อขณะใส่เฝือก หลังถอดเฝือก หรือหลังผ่าตัด

ในการรักษานี้ ผู้เข้ารับการรักษาจะอยู่ในท่านอนอยู่บนเตียงหรือจะนั่งก็ได้ ขึ้นอยู่กับบริเวณที่จะทำการรักษา หลังจากนั้นนักกายภาพบำบัดจะตั้งค่าการรักษาต่างๆ เลือกรูปแบบกระแสไฟฟ้าที่เหมาะสมกับอาการ จากนั้นจะมีการแปะขั้วกระตุ้นลงบนบริเวณที่จะทำการรักษา และเริ่มทำการรักษา โดยระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 15-20 นาทีต่อหนึ่งบริเวณ

การบำบัดรักษาด้วยเครื่องดึงคอและหลัง Traction

เป็นอุปกรณ์ดึงคอและหลังแบบอัตโนมัติ โดยอาศัยน้ำหนักจากแรงตึงเชือก

  • ช่วยยืดเนื้อเยื่อและข้อต่อ
  • เพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
  • เพิ่มช่องว่างระหว่างข้อต่อ
  • ลดการกดทับของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

การรักษาด้วยการดึงหลังและการดึงคอ เป็นการใช้แรงดึงผ่านเครื่องดึงเพื่อยืดกล้ามเนื้อหรือโครงสร้างรอบๆ บริเวณกระดูกคอ หรือ กระดูกสันหลัง

  • ลดอาการปวด เนื่องจากเป็นการลดแรงกดต่อโครงสร้างต่างๆ
  • ผ่อนคลายและลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ
  • ลดแรงกดหมอนรองกระดูก
  • ลดการกดรากประสาท ที่ทำให้เกิดอาการชา
  • แยกข้อต่อของกระดูกคอหรือหลัง
  • อาการส่วนใหญ่ที่บำบัดด้วยเครื่องดึงหลัง
  • หมอนรองกระดูกปลิ้น
  • รากประสาทถูกกดทับ
  • โรคข้อกระดกูสนัหลังเสื่อม
  • โรคโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ

ลดความตึงตัวของกล้ามเนื้อเชื่อมต่อบริเวณกระดูกสันหลัง

นักกายภาพบำบัดจะจัดท่าให้ผู้ป่วยนอนหงาย ให้อยู่ในท่าและตำแหน่ง ที่เหมาะสม บนเตียงดึงหลัง และดึงคอ จากนั้นสวมใส่อุปกรณ์ การดึงเข้ากับตัวผู้ป่วย พร้อมกับตั้งค่า การดึงต่างๆ เช่น น้ำหนัก  เวลาที่ใช้ในการดึง ซึ่งขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ในการรักษา ถ้าต้องการลดอาการเกร็ง ของกล้ามเนื้อจะใช้น้ำหนักร้อยละ 25 ของนำ้หนักตัว ถ้าต้องการแยกข้อต่อ ต้องใช้น้ำหนักร้อยละเพิ่มขึ้นเป็น 50 ของนำ้หนักตัว เวลาในการรักษาโดยประมาณอยู่ที่ 15 – 20 นาที

การบำบัดรักษาด้วยการประคบร้อน (Heat therapy)

การประคบร้อน คือ อะไร ?

เป็นรูปแบบการรักษาผ่านการนำผลของความร้อนของแผ่นประคบร้อน (Hot pack) ส่งผ่านความร้อนเข้าสู่บริเวณที่ต้องการ โดยการลงลึกสู่ชั้นใต้ชั้นผิวหนังลงไป ประมาณ 1/4 นิ้ว – 1/2 นิ้ว

  • อาการอักเสบระยะกึ่งเฉียบพลัน ที่เกิดจากการบาดเจ็บ หรืออุบัติเหตุ เช่น เส้นเอ็นอักเสบ, ภาวะถุงข้อต่อบวมอักเสบ, ข้อเสื่อม เป็นต้น
  • อาการปวด เช่น เจ็บปวดตามกล้ามเนื้อเรื้อรัง
  • ภาวะข้อตึงหรือยึดติด ที่เกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เช่น ข้อไหล่ติด ข้อยึดติดแข็งจากการเข้าเฝือกนาน
  • ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง มีจุดกดเจ็บ

ก่อนนำแผ่นร้อนไปใช้ แผ่นร้อนจะถูกเก็บไว้ที่หม้อต้มที่อุณหภูมิประมาณ 76.7 องศาเซลเซียส เมื่อจะนำไปใช้ประคบ จะถูกห่อด้วยผ้าขนหนูหนาประมาณ 3 – 5 ชั้น เพื่อป้องกันการสะสมของความร้อนที่มากเกินไปที่ผิวหนัง และให้ผู้มารับบริการรู้สึกอุ่นสบาย โดยระยะเวลาในการรักษาจะอยู่ที่ประมาณ 20 นาที

การบำบัดรักษาด้วยการการประคบเย็น (Cold therapy)

คือ การใช้ความเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวดบวมที่เกิดจากอาการบาดเจ็บแบบเฉียบพลัน เพราะความเย็น จะช่วยทำให้เส้นเลือดหดตัว และเลือดออกน้อยลง หากมีอาการปวดหรือได้รับบาดเจ็บ ควรประคบเย็นทันที ภายใน 24-48 ชั่วโมง ให้ประคบวันละ 2-3 ครั้ง นาน 20-30 นาที อาการที่ควรประคบเย็น เช่น ปวดศีรษะ มีไข้สูง ปวดฟัน ปวดบวมข้อเท้า ข้อเคล็ด เลือดกำเดาไหล หรือ ปวดบวมบริเวณอื่นๆ ที่เกิดจากการได้รับบาดเจ็บหรือเพิ่งมีอาการใหม่ๆ เป็นต้น

การประคบเย็นมีวิธีที่แตกต่างกันไปตามประเภท ดังนี้

การประคบเย็นแบบแห้ง ให้นำถุงน้ำแข็ง แพ็คน้ำแข็ง หรือขวดที่บรรจุน้ำเย็นมาห่อด้วยผ้าสะอาดก่อน แล้วจึงนำมาประคบบริเวณที่บาดเจ็บเป็นเวลาประมาณ 15-20 นาที หรือนานตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมถึงความถี่หรือจำนวนครั้งในการประคบเย็นอย่างเหมาะสม

การประคบเย็นแบบเปียก ล้างมือให้สะอาดแล้วนำมาสก์หรือผ้าที่จะใช้ประคบไปชุบน้ำเย็น ก่อนบิดน้ำออกให้หมาด จากนั้นจึงนำมาประคบบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บโดยตรงครั้งละ 10-15 นาที และนำผ้าสะอาดมาซับน้ำในบริเวณดังกล่าวออกก่อนล้างมือให้สะอาดอีกครั้ง ทำซ้ำให้ครบจำนวนครั้งตามคำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

  • ควรระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อต้องประคบเย็นบริเวณดวงตา เนื่องจากดวงตาอาจได้รับอันตรายจากสารเคมีได้หากผลิตภัณฑ์ประคบเย็นรั่ว
  • ห้ามประคบน้ำแข็งกับผิวหนังโดยตรง แต่ควรห่อด้วยผ้าขนหนูไว้ และห้ามประคบนานเกิน 15-20 นาที/ครั้ง เพราะอาจทำให้ผิวไหม้จากความเย็น (Frostbite) หรือเกิดอาการบาดเจ็บอื่น ๆ ได้
  • ห้ามนอนหลับขณะที่ประคบน้ำแข็งอยู่
  • ไม่ควรประคบเย็นในอาการบาดเจ็บที่รุนแรงมาก เพราะร่างกายอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงมากเกินกว่าที่ความเย็นจะช่วยบรรเทาอาการได้
  • ประคบเย็นด้วยความระมัดระวังอย่างสูงในบริเวณที่ผิวหนังมีความสามารถในการรับความรู้สึกลดลง อันเป็นผลมาจากความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลายจากโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือโรคเรย์นอด (Raynaud’s Disease) เป็นต้น